ชุมชนออนไลน์ กรม ปภ.
เมษายน 19, 2014, 01:57:27 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากทราบสวัสดิการเกี่ยวกับ อปพร.  (อ่าน 9827 ครั้ง)
kolo
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 10:26:16 am »

มีกฎหมายข้อไหนไมที่ว่าด้วยสวัสดิการของ อปพร. ทุกด้านเป็นคนดูแล อปพร. 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ครูหนองฯ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2009, 09:23:42 pm »




    ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2547

    หมวด 5  เรื่อง สิทธิ และวินัยของ อปพร.  ข้อ 34  หากสนใจจะส่งรายระเอียด  สิทธิ หน้าที่ และสวัสดิการ ของ อปพร ไปให้  ผมได้ทำบทความ และงานวิจัยเรื่อง อปพร.ไว้  ก็พอมีข้อมูล อยู่บ้างพอสมควร
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
คนท้องถิ่น
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2009, 09:27:02 pm »



        ลงข้อมูลให้ด้วยครับ    ขอบคุณ ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ครู หนองฯ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 11, 2009, 01:14:32 pm »




                พยายามลงแล้ว  แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลมีความจุมาก..กำลังหาทางลง ในเวปไวต์ ของศูนย์ เขต 14 อุดรธานี  ซึ่งอยุ่ระหว่างการปรับปรุง เวปไซด์ ให้สมบูรณ์ อดใจรอ ซักชั่วครู่  นะครับ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Nong
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2009, 09:17:55 pm »



                      อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน  (อปพร.)       
                          Civil Defense Volunteer   

              ในปัจจุบันสถานการณ์ด้านสาธารณภัยนับวันที่จะทวีความรุนแรง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชากรโลกแต่ละปีเป็นจำนวนมาก มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น สาธารณภัยส่วนใหญ่ไม่สามารถกำหนดหรือทราบได้ล่วงหน้าว่า จะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไหร่ มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด การจัดการสาธารณภัยในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ  แต่ไม่มีการจัดเป็นระเบียบแบบแผนไว้ล่วงหน้า งานด้านการจัดการสาธารณภัยในประเทศไทยได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานและภารกิจต่างๆ เพื่อดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้น โดยมีการวางแผนการจัดการสาธารณภัย เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันบรรเทาหรือลดอันตรายจากภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าว่าใครจะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และจะต้องทำอย่างไร  เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจะสับสนวุ่นวาย หรืออาจจะระวังภัยไม่ทันท่วงทีทำให้ภัยขยายตัวลุกลามใหญ่โต  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากขึ้นได้ (สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน, 2541)
      การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นภารกิจที่สำคัญ และส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว  เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีเนื่องจากมีเครื่องมืออุปกรณ์ กำลังเจ้าหน้าที่ และงบประมาณที่เพียงพอการปฏิบัติงานในการป้องกันและบรรเทาภัยจึงมีประสิทธิภาพแต่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ กำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ ทำให้เกิดความล่าช้าและการให้บริการไม่ทั่วถึง แนวความคิดพื้นฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไป คือให้ประชาชนในท้องถิ่นมาเป็นกำลังเสริมในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้หน่วยอาสาสมัครมาปฏิบัติงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สนอง  คำชมภู, 2551)   
        ได้มีผู้ให้คำจำกัดความของอาสาสมัครไว้หลากหลายซึ่งพอสรุปได้ว่าอาสาสมัคร (volunteer) หมายถึง ผู้ที่สมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือสิ่งอื่นใด บุคคลที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกัน แก้ไขปัญหาและ พัฒนาสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนคุณสมบัติที่สำคัญของอาสาสมัครมี 3 ประการ คือ ทำงานด้วยความสมัครใจไม่ใช่ด้วยการถูกบังคับหรือเป็นเพราะหน้าที่ เป็นงานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมหรือสาธารณประโยชน์ และทำโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงินผลตอบแทนที่อาสาสมัครได้รับคือความสุข ความภูมิใจที่ได้ปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ
    อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ( Civil Defense Volunteer ) เมื่อเอ่ยถึงอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขึ้นมา หลายคนอาจจะไม่คุ้นเท่าใดนัก แต่ถ้าพูดคำว่า อปพร. คนส่วนใหญ่จะทราบกันดี พร้อมทั้งนึกถึงภาพอาสาสมัครในเครื่องแบบชุดสีกากีปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนตามท้องถิ่นในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศการสงกรานต์ จะมีการตั้งจุดช่วยเหลือและบริการประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาด้วยอัธยาศัยไมตรีและความกระตือรือร้น ปัจจุบันสมาชิก อปพร. เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่กว่าจะมาเป็นสมาชิก อปพร. ที่ผู้คนรู้จักกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายในปัจจุบันนั้นวิวัฒนาการของ อปพร. มีมาค่อนข้างยาวนาน

              ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีประชาชนเข้าร่วมช่วยเหลือในกิจการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนมาโดยตลอด ต่อมาในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีกฎหมายรองรับการเข้าร่วมของประชาชนในครั้งนั้นคือพระราชบัญญัติป้องกันภัยทางอากาศ พ.ศ. 2484
มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันภัยทางอากาศ บัญญัติว่า “ให้มีสันนิบาติช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางอากาศขึ้นสันนิบาตหนึ่ง มีสภาพเป็นนิติบุคคล ภายใต้ความควบคุมดูแลของกระทรวงกลาโหม มีวัตถุประสงค์จะแนะนำฝึกฝน อบรม ให้ประชาชนรู้จักเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางอากาศและจัดหาผู้ช่วยเหลือและอุปกรณ์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางอากาศ”
มาตรา 34 บัญญัติว่า “สมาชิกทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของสันนิบาตโดยเคร่งครัด และมีสิทธิแต่งเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมาย”
มาตรา 36 บัญญัติว่า “ในกรณีซ้อมป้องกันภัยทางอากาศและในกรณีฉุกเฉิน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกของสันนิบาตหรือบุคคลใดให้มีหน้าที่ในการอำนวยการตำรวจดับเพลิงหรือกิจการอื่นใดแล้วแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเห็นสมควรและให้บุคคลเช่นว่านี้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน”
            ดังนั้น การเป็นสมาชิกสมาชิกสันนิบาตช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทางอากาศในครั้งนี้ น่าจะถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในประเทศไทยเป็นในรูปอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือประเทศในยามคับขัน เกิดขึ้นจากความเสียสละโดยแท้และอาสาสมัครสันนิบาตฯ ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ในด้านการบรรเทาสาธารณภัยทางอากาศได้อย่างมาก และสมาชิกอาสาสมัครได้ทำงานอย่างเต็มที่น่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง
            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไป สันนิบาตช่วยป้องกันภัยทางอากาศก็ซบเซาลงเนื่องจากสถานการณ์ได้กลับเข้าสู่สภาพปกติ อันนี้น่าจะเป็นผลชี้ให้เห็นว่า เมื่อบ้านเมืองอยู่ในสภาพปกติไม่มีสงคราม ประกอบกับทั้งสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในขณะนั้นยังไม่มีภัยธรรมชาติที่มากนัก ประชาชนจึงขาดความกระตือรือร้นในการเตรียมการป้องกันภัย ซึ่งในความจริงแล้วยังมีภัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้และสามารถทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงได้เสมอ

        อาสาสมัครที่มีลักษณะคล้ายกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ได้รับการกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งและได้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง โดยกองบังคับการตำรวจดับเพลิง ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย” เมื่อปี พ.ศ.2512 การฝึกอบรมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย การฝึกเน้นด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัยการปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในกิจการด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและระงับสาธารณภัยต่างๆ ให้กับประชาชนเป็นการช่วยให้งานด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนให้เผยแพร่ออกไป แต่การดำเนินการฝึกอบรมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยนั้น ข้อสังเกตว่าได้กระทำไปตามจำนวนของผู้เข้าสมัครฝึกอบรมแต่มิได้มีการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถและยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับอาสาสมัครกลุ่มนี้
            ในปี พ.ศ.2519 กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาเห็นว่าในสถานการณ์ในขณะนั้น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ อยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัยประเทศมหาอำนาจได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก้าวหน้าไปเป็นอันมาก อำนาจในการทำลายล้างมหาศาล ประกอบกับความแตกแยกทางอุดมการณ์การเมืองของประเทศมหาอำนาจ จึงเป็นเหตุให้มีการแบ่งการเมืองของโลกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ประเทศโลกเสรี ประเทศฝ่ายคอมมิวนิสต์ และประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือประเทศเป็นกลางทำให้โลกอยู่ในสภาพการณ์ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” (Cold War) คือสภาพที่อยู่ในระหว่างสงครามแต่ไม่มีการประกาศสงคราม ไม่ใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กันโดยตรง จะเป็นลักษณะสงครามตัวแทนในการต่อสู้และประหัตประหารกัน สภาวะการนี้ย่อมก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองและเกิดสงครามภาคพื้นทวีป (Convention Warfare) สงครามกองโจรเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆของโลกอยู่ทั่วไป อันจะสามารถเป็นชนวนนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ในที่สุด
              ในส่วนของประเทศไทยก็ได้มีเหตุการณ์ความไม่สงบภายในขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศจากความแตกแยกทางแนวความคิดและอุดมการณ์ที่ต่างกัน โดยแบ่งเป็น สองฝักสองฝ่าย คือ ฝ่ายโลกเสรี และฝ่าย สังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้กำลังต่อสู้กันครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมในขณะนั้น โดยเรียกว่า “วันเสียงปืนแตก”จากนั้นเป็นต้นมาได้มีการต่อสู้กันตามภูมิภาคต่างๆอีกทั้งเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการนักศึกษาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทย(พคท.)เพื่อต่อสู้กับรัฐบาล ทำให้สถานการณ์มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทำให้เกิดความเดือดร้อน ความหวาดกลัวและความหวาดระแวงขึ้นในสังคมเป็นอย่างมาก อีกทั้งเกิดภัยพิบัติขึ้นเป็นประจำ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
        เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทางราชการด้านความมั่นคงและการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยจึงเห็นว่าน่าจะได้มีการฝึกอบรมประชาชนให้มีความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้ยังจะได้มีอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน คอยเป็นกำลังสำคัญที่จะสามารถระดมกำลังให้ช่วยป้องกันหรือบรรเทาภัยต่างๆเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น อีกทั้งยังเป็นการจัดตั้งมวลชนเพื่อเสริมงานด้านความมั่นคง
ประกอบกับเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการปฏิรูปการปกครอง โดยมีพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินแทนรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมทย์ ต่อมาในวันที่ 20 ตุลาคม 2519 คณะปฏิรูปชุดนี้ก็ได้สั่งการไปยังกระทรวงมหาดไทยให้จัดทำโครงการเสริมความมั่นคงของชาติขึ้น กระทรวงมหาดไทยได้สั่งกรมการปกครองให้ดำเนินการเรื่องนี้ด่วน โดยกรมการปกครองได้เสนอโครงการเกี่ยวกับการเสริมความมั่นคงไปยังคณะปฏิรูปหลายโครงการ โครงการฝึกอบรม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเป็นโครงการหนึ่งในหลายโครงการที่ได้เสนอไป ต่อมาคณะปฏิรูปได้ส่งโครงการของกรมการปกครองทั้งหมดไปให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)พิจารณา เลขาธิการสภาความมั่นคงได้พิจารณาเห็นว่า โครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเป็นโครงการที่น่าสนใจและจะเป็นโครงการเสริมแผนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของคณะกรรมการเตรียมพร้อมแห่งชาติต่อมา โครงการนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการเตรียมพร้อมแห่งชาติแล้วเสนอไปยังรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2520 ให้ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ซึ่งในปี พ.ศ.2520 ได้มีโครงการทดลองฝึกอบรม อปพร. ใน 14 จังหวัด คือ จังหวัดอุดรธานี เลย หนองคาย นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ศรีษะเกษ บุรีรัมย์ ตาก น่าน เชียงราย พิษณุโลก และปราจีนบุรี ตามโครงการฝึกอบรมจังหวัดละ 250 คน (ปรากฏว่าบางจังหวัดให้ความสนใจเป็นพิเศษ มีอาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมมาก จังหวัดจึงขอเพิ่มอาสาสมัครเข้ารับการฝึก เช่น จังหวัดหนองคาย มีผู้เข้ารับการฝึกเป็น อปพร. ทั้งสิ้น 360 คน) ในขั้นทดลองนี้จะมี อปพร. ทั้งสิ้นกว่า 3,500 คน
              ในปี พ.ศ.  2521 รัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยไทยอาสาสมัครป้องกันชาติ พ.ศ.2521 ประกาศใช้วันที่ 4 กันยายน 2521 โดยได้รวมกลุ่มอาสาสมัครรูปแบบต่างๆรวมทั้ง อปพร. ด้วย ใช้ชื่อว่า “ไทยอาสาป้องกันชาติ” ดังนั้น การฝึกอบรม อปพร. ก็หยุดไปชั่วขณะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หลักสูตรการฝึกอบรม ทสปช. นับว่าใกล้เคียงกับหลักสูตร อปพร. มาก 
            ในปี พ.ศ. 2522 รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น ชื่อว่า “พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2522”  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2522  จึงได้กำหนดเอาวันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็นวัน อปพร. โดยในมาตราที่ 26  แห่งพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ขึ้นทุกเขตในกรุงเทพมหานคร และทุกอำเภอทั่วราชอาณาจักร เพื่อช่วยเหลือในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและในระหว่างที่กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้ออกระเบียบว่าด้วยการหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ก็ให้ใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยไทยอาสาป้องกันชาติ พ.ศ. 2521 บังคับแก่สมาชิกหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนไปก่อน
        กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมือง ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลได้ดำเนินการฝึกอบรม อปพร. มาเรื่อยจนถึงปี พ.ศ.  2530  ได้มีสมาชิก อปพร. ที่ผ่านการฝึกอบรมเพียง 1,390 คน ทำให้ไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติภารกิจในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 จึงได้มีกฎหมายรองรับหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขึ้นอย่างถูกต้อง โดยกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2531  และได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 13  ตุลาคม 2531 จึงทำให้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับ อปพร. เป็นไปอย่างมีระบบและมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้องและได้มีการแก้ไขเรื่อยมาเรื่อยมา เช่น พ.ศ.2540 พ.ศ.2542 พ.ศ. 2547 ซึ่งสาระสำคัญของระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ได้มีการแก้ไข มีผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับองค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลทั่วประเทศมีฐานะเป็นศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ  หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน  และหลักการจัดการสาธารณภัยที่เน้นบทบาทความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    อีกทั้งให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ซึ่งหน่วยอาสาสมัครประกอบไปด้วย ศูนย์ อปพร. กลาง ศูนย์ อปพร. เขต ศูนย์ อปพร. จังหวัด ศูนย์ อปพร. อำเภอ ศูนย์ อปพร. กิ่งอำเภอ ศูนย์ อปพร. เทศบาล ศูนย์ อปพร. องค์การบริหารส่วนตำบล ศูนย์ อปพร. กรุงเทพมหานคร ศูนย์ อปพร. เขตในกรุงเทพมหานคร และศูนย์ อปพร. เมืองพัทยาโดยที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันคือระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2547 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างยกร่างแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 
            (มีต่อชุด ที่ สอง...)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Nong 2
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2009, 09:40:04 pm »

            ลักษณะของเครื่องหมาย อปพร.
                เครื่องหมาย อปพร. ภายในมีเครื่องหมายธงชาติไทยแนวนอนอยู่ทางด้านบนตรงกลางมีรูปมือขวา โดยมีลักษณะลูกระเบิด คลื่นน้ำ ลมพายุ และไฟ อยู่ในอุ้งมือขวา ด้านล่างทางซ้ายมือมีช่อชัยพฤกษ์ 1 ช่อ
1.  คำอธิบายความหมาย
2.  ธงชาติไทย หมายถึง สถาบันสูงสุด คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
3.  มือขวา หมายถึง การให้การป้องกัน ช่วยเหลือ และบรรเทาภัย
4.  คลื่นน้ำ หมายถึง อุทกภัย
5.  ลมพายุ หมายถึง วาตภัย
6.  ไฟ หมายถึง อัคคีภัย
7.  ลูกระเบิด หมายถึง ลูกระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเคมีชีวะ ภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรม
8.  ช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง ความสำเร็จ

          คุณสมบัติของสมาชิก อปพร.
สมาชิก อปพร. ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
1.  มีสัญชาติไทย
2.  มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
3.  มีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ในเขตศูนย์ อปพร.นั้น
4.  เลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5.  ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร อปพร.
6.  ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพ หรือวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ
7.  ไม่เป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช
8.  ไม่เป็นผู้เสื่อมเสียในทางศีลธรรม  ทุจริต  หรือเป็นภัยต่อสังคม
ทั้งนี้ ให้นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้อำนวยการเขตในกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยาเป็นผู้รับสมัครสมาชิก อปพร.

  สมาชิกอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จะพ้นจากสมาชิกภาพในกรณี ดังต่อไปนี้

1.  ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อ 6
2.  ตาย
3.  ลาออก
4.  ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. สั่งให้พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะ กระทำผิดวินัย หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม
สิทธิของสมาชิก อปพร..
                1.  มีสิทธิแต่งเครื่องแต่งกายและประดับเครื่องหมาย อปพร.
2.  มีสิทธิใช้อาวุธปืนของทางราชการในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
3.  ได้รับสิทธิและการคุ้มครองจากการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้อำนวยการและเจ้าพนักงานตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนด
นอกจากนี้ สมาชิก อปพร. ที่ปฏิบัติงานดีเด่นเป็นพิเศษ มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด อาจได้รับมอบประกาศเกียรติคุณสรรเสริญ และเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ และมีสิทธิได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์   

                วินัยของสมาชิก อปพร
    สมาชิก อปพร. จะต้องรักษาและปฏิบัติตามวินัยโดยเคร่งครัด ดังต่อไปนี้
    1  . ต้องสนับสนุนและดำรงรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
      2. ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด และสนับสนุนการปฏิบัติงานศูนย์ อปพร.ที่ตนสังกัด
      3.  ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและ ไม่หวังผลประโยชน์ใด  ๆ เป็นการตอบแทน
      4.  ต้องรักษาความสามัคคีในหมู่คณะและเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
      5.  ต้องประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี
      6.  ต้องไม่เสพสุราของมึนเมาในขณะปฏิบัติภารกิจ
      7.  ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาที่ไม่สุภาพต่อประชาชน
      8.  ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
      9.  ต้องไม่เปิดเผยความลับทางราชการ
    10.  ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบเพื่อตนเอง หรือผู้อื่นจากการปฏิบัติภารกิจ อปพร.
หากกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชามีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนได้ และกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร.เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เขตในกรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา แล้วแต่กรณีสั่งให้สมาชิก อปพร.ผู้กระทำผิดพ้นจากสมาชิกภาพได้
  หน้าที่ของสมาชิก อปพร.
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน  พ.ศ.2547  กำหนดเกี่ยวกับการรักษาวินัย  และหน้าที่ของ อปพร. ไว้ในข้อ 35 และข้อ 36 
ข้อ 35  สมาชิก  อปพร.  จะต้องรักษาและปฏิบัติตาม วินัยโดยเคร่งครัด ดังนี้
          1.  ต้องสนับสนุนและดำรงรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตรอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
          2.  ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัดและสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์
อปพร. ที่ตนสังกัด
          3.  ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์  สุจริต  อดทน  ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ เป็นการตอบแทน
          4.  ต้องรักษาความสามัคคีในหมู่คณะและเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
          5.  ต้องประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศิลธรรมอันดี
          6.  ต้องไม่เสพสุราของมึนเมาในขณะปฏิบัติภารกิจ
          7.  ต้องไม่ใช้กริยาวาจาที่ไม่สุภาพต่อประชาชน
          8.  ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
          9.  ต้องไม่เปิดเผยความรับทางราชการ
          10.  ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบเพื่อตนเอง หรือผู้อื่นจากการปฏิบัติภารกิจ อปพร.
                       
ข้อ 36  สมาชิก  อปพร. มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และผู้ที่ผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนมอบหมายในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ประดับเครื่องหมาย หรือแต่งเครื่องแต่งกาย อปพร. และแสดงบัตรประจำตัวสมาชิก อปพร. โดยให้รับไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า

ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน แบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ
          1.  ช่วงเวลาก่อนเกิดภัย
          -ร่วมสำรวจสอดส่องดูแลพื้นที่เสี่ยงภัย / ความเสี่ยงในพื้นที่
          -ร่วมดูแล และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ในการกู้ภัย
          -ร่วมให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วม(Participate)  ของชุมชน
          -ช่วยเหลือชุมชนในกิจกรรมต่าง  ๆ
          2.  ช่วงเวลาขณะเกิดภัย
            -ร่วมจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกในที่เกิดเหตุ ร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย
            -ช่วยเหลือในการบรรเทาภัย
            -ช่วยเหลือในการปฐมพยาบาลและลำเลียงผู้ป่วย
            3.  ช่วงเวลาภัยผ่านพ้นไปแล้ว
              -ร่วมสำรวจความเสียหาย
              -ร่วมช่วยเหลือในการฟื้นฟูสิ่งปรักหักพัง
              -ร่วมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
การดำเนินงานเกี่ยวกับ  อปพร.
  1.  การพัฒนาเครือข่าย อปพร.  กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจัดการฝึกอบรม  อปพร.  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ประจำท้องถิ่นตนเอง โดยปัจจุบันมีกำลังสมาชิก อปพร. ทั่วประเทศ  (ณ  วันที่ 30 กันยายน  2551)  จำนวน 1,087,690 คนทั้งนี้สืบเนื่องจากผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของ อปพร.ได้ผลดี  กระทรวงมหาดไทย  จึงมีนโยบายเพิ่มจำนวน อปพร. เพื่อช่วยเหลืองานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะพื้นที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ยกเว้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด) ดำเนินการฝึกอบรมเพื่อให้มีจำนวนสมาชิก อปพร. ที่พร้อมปฏิบัติงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 2  ของจำนวนประชากร  สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประชากรน้อยกว่า 2,500  คน ให้มีจำนวนสมาชิก อปพร. พร้อมใช้งานไม่น้อยกว่า  50  คน
2.  การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย อปพร. ศูนย์ อปพร.กลาง  เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแสวงหาความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการ  อปพร.  เพื่อช่วยขับเคลื่อนกิจการ อปพร. ศูนย์ อปพร.กลางจึงได้จัดทำโครงการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย (Net  work)  ที่สำคัญ เช่น…
        2.1.  โครงการฝึกอบรมผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. เทศบาล / องค์การบริหารส่วนตำบล  ซึ่งเป็นศูนย์ต้นสังกัดของสมาชิก อปพร.  เพื่อให้ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าใจอำนาจหน้าที่ในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ อปพร. โดยมีระยะเวลาในการฝึกอบรมรุ่นละ 5 วัน
        2.2.  โครงการประชุมประชาคม  อปพร.  ระดับศูนย์ อปพร. เขต  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน  รวมถึงเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ระหว่างผู้นำ อปพร.แต่ละจังหวัด  โดยมีการประชุมหมุนเวียนกันไปในจังหวัดที่ศูนย์ อปพร. เขต รับผิดชอบ

การจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก อปพร. ศูนย์ อปพร.กลาง ได้ตระหนักถึงความเสียสละของสมาชิก อปพร.ที่มีต่อสังคมจึงได้ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิก อปพร.ได้รับสวัสดิการ และการเชิดชูเกียรติที่สำคัญประกอบด้วย
                              สิทธิ , สวัสดิการ
    1.  สมาชิก อปพร. ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติ หน้าที่  สามารถได้รับการช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือทางราชการ  การปฏิบัติงานของชาติ  หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษย์ธรรม พ.ศ.2543 หรือที่นิยมกันเรียกโดยทั่วไปว่า  “กฎหมายช่วยเหลือพลเมืองดี”โดยมีแนวทางการช่วยเหลือใน 4 ลักษณะ คือ
            1. เงินชดเชย
            2. เงินดำรงชีพ
            3. เงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
            4. เงินช่วยเหลือค่าจัดการศพ
  เงินชดเชย 
        สมาชิก อปพร. ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและอัตราในการจ่ายเงินสงเคราะห์และกำหนดลักษณะของความพิการทุพลภาพขนาดหนักจนเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการประกอบอาชีพหรือในการดำรงชีพ  พ.ศ.2544  ดังนี้
1. เสียชีวิตหรือทุพพลภาพขนาดหนัก ได้ 30 เท่าของอัตราเงินเดือน
2. แขนขาดข้างหนึ่ง ได้ 24 เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
3. ขาขาดข้างหนึ่ง ได้ 22 เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
4. มือขาดข้างหนึ่ง ได้ 18 เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
5.  เท้าขาดข้างหนึ่ง ได้ 15 เท่าของอัตราเงินเดือน
6. เท้าขาดสองข้าง ได้ 24 เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
7. สูญเสียลูกตาข้างหนึ่ง ได้ 11 เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
8. สูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นร้อยละเก้าสิบขึ้นไป หรือเสียความสามารถในการมองเห็นตั้งแต่  3/60 หรือมากกว่าของตาข้างหนึ่ง หรือสูญเสียความสามารถในการใช้สายตาสองข้างร่วมกัน  (binocular vision)  ได้ 10 เท่าของอัตราเงินเดือน
9. หูหนวกทั้งสองข้าง     ได้  9  เท่าของอัตราเงินเดือน
10. หูหนวกข้างหนึ่ง     ได้  4  เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
11. นิ้วหัวแม่มือขาดนิ้วหนึ่ง  ได้  4  เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
12. นิ้วชี้ขาดนิ้วหนึ่ง     ได้  3  เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
13. นิ้วกลางขาดนิ้วหนึ่ง     ได้  3  เท่าของอัตราเงินเดือน
14. นิ้วนางขาดนิ้วหนึ่ง     ได้  2  เท่าครึ่งของอัตราเงินเดือน
15. นิ้วก้อยขาดนิ้วหนึ่ง     ได้  1  เท่าของอัตราเงินเดือน
16. นิ้วหัวแม่เท้าขาดนิ้วหนึ่ง ได้  3  เท่าของอัตราเงินเดือน
17. นิ้วเท้าอื่นขาดนิ้วหนึ่ง    ได้  1  เท่าของอัตราเงินเดือน
18. สูญเสียอวัยวะสืบพันธ์หรือความสามารถสืบพันธุ์    ได้  25  เท่าของอัตราเงินเดือน
19. สูญเสียอวัยวะอื่นใดนอกจากนี้ ให้แพทย์ที่ทางราชการรับรองเป็นผู้วินิจฉัยการสูญเสียและเปรียบเทียบว่ามีผลเทียบเท่ากับการสูญเสียอวัยวะส่วนใดตามข้างต้น

          เพื่อประโยชน์ในการคำนวณ คำว่า “ อัตราเงินเดือน ”  ให้หมายความถึง อัตราเงินเดือนระดับ 3 ขั้นต้นของบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนที่ใช้อยู่ขณะประสบภัย
    การพิจารณาการสูญเสียอวัยวะ
1. แขนขาดหมายความว่า ขาดตั้งแต่ข้อศอกขึ้นมา
2. ขาขาดหมายความว่า ขาดตั้งแต่หัวเข่าขึ้นมา
3. มือขาดหมายความว่า ขาดตั้งแต่ข้อมือขึ้นมา
4. เท้าขาดหมายความว่า ขาดตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมา
5. นิ้วขาดหมายความว่า ขาดเกินหนึ่งข้อขึ้นไป สำหรับนิ้วหัวแม่มือและนิ้วหัวแม่เท้า  และขาดเกิน สองข้อขึ้นไปสำหรับนิ้วอื่น ๆ
6. นิ้วขาดหนึ่งข้อหมายความว่า ขาดตั้งแต่ปลายนิ้วแต่ไม่เกินข้อปลายนิ้ว
7. นิ้วขาดสองข้อหมายความว่า ขาดเกินหนึ่งข้อขึ้นไปแต่ไม่เกิน สองข้อ
8. สูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นร้อยละเก้าสิบขึ้นไป หรือเสียความสามารถในการมองเห็นตั้งแต่ 3/60 หรือมากกว่า หมายความว่า ไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรบนแผ่นป้ายวัดสายตามาตรฐานได้ในระยะห่างจากป้ายสามเมตร ในขณะที่คนตาปกติสามารถมองเห็นได้ในระยะห่างจากป้าย หกสิบเมตร
9. สูญเสียความสามารถในการใช้สายตาสองข้างร่วมกัน(binocular  vision) หมายความว่า เมื่อใช้ตาข้างที่ไม่ปกติร่วมกับตาอีกข้างหนึ่งแล้ว  ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างคนปกติ และถือว่าเป็นการสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นของตาข้างที่ไม่ปกตินั้น
        การสูญเสียอวัยวะส่วนใด หรือการที่อวัยวะส่วนใดสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดเป็นปกติได้ ให้ถือว่าอวัยวะส่วนนั้นขาดด้วย
            เงินดำรงชีพ

          เงินดำรงชีพ เป็นเงินที่จ่ายเป็นรายเดือนให้แก่สมาชิก อปพร. ที่บาดเจ็บเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องทุพพลภาพขนาดหนักจนเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือดำรงชีพ

    เงินค่ารักษาพยาบาล
       
            สมาชิก อปพร. ที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิในการได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลจากรัฐตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
              ในกรณีที่ผู้ประสบภัยผู้ใดได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นของรัฐหรือบุคคลในครอบครัวผู้นั้นได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้นั้นจากหน่วยงานอื่นของรัฐแล้ว  ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เว้นแต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ก็ให้มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่
    เงินค่าจัดการศพ
              สมาชิก อปพร. ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือค่าจัดการศพแก่ทายาท เป็นเงินจำนวน 20,000 บาท
          สมาชิก อปพร. ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่มีสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่การถูกประทุษร้าย  หรือการได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตนเอง
          ในการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทายาทของผู้เสียชีวิตจะต้องยื่นเรื่องตามแบบที่กำหนดต่อนายอำเภอท้องที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ผู้มีสิทธิได้ทราบถึงสิทธิของตน

                      """"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

                                มีต่อชุดที่ สาม..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!